
มาตรฐาน EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) พัฒนาขึ้นโดยบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation) หรือ IFC ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน น้ำ และวัสดุก่อสร้างของอาคาร เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ถูกอ้างอิงจากกรณีฐานในประเทศ
EGS-plan ในฐานะ EDGE Perferred Service Provider รายแรกของประเทศไทย พร้อมให้บริการที่ปรึกษาด้านพลังงานแบบครบวงจรในที่เดียว ทั้งในบทบาทของ EDGE Expert ที่คอยให้คำปรึกษาและออกแบบฟีเจอร์ด้านความยั่งยืน และบทบาทของ EDGE Auditor ผู้ตรวจสอบอาคารตามมาตรฐาน EDGE ซึ่งเป็นการตรวจสอบจากบุคคลที่สามอย่างเป็นอิสระ
การรับรองมาตรฐาน EDGE คืออะไร ?
EDGE เป็นมาตรฐานอาคารเขียวและระบบซอฟต์แวร์ประเมินผลที่ล้ำสมัย แตกต่างจากระบบการรับรองอื่นที่เน้นการประเมินตามรายการตรวจสอบเชิงคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินเชิงปริมาณอย่างแท้จริง แอปพลิเคชัน EDGE จะสร้างแบบจำลองประสิทธิภาพอาคารใน 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ “การใช้พลังงาน” “การใช้น้ำ” และ “พลังงานแฝงในวัสดุก่อสร้าง” จากนั้นจะนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ปรับให้เข้ากับบริบทในประเทศ หากการออกแบบอาคารสามารถประหยัดทรัพยากรในแต่ละหมวดหมู่ได้ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป อาคารนั้นก็จะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์การรับรองที่มาตรฐานกำหนด
การรับรองมาตรฐานอาคาร EDGE ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก บริหารจัดการโดย GBCI (Green Business Certification Inc.) ในฐานะ EDGE Verifier ระบบนี้ครอบคลุมตั้งแต่โครงการก่อสร้างใหม่ อาคารเดิมที่สร้างเสร็จแล้ว ไปจนถึงการปรับปรุงอาคาร และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับอาคารแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงาน โกดังสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล โครงการที่อยู่อาศัย และพื้นที่ค้าปลีก นอกจากนี้ เนื่องจาก IFC ออกแบบมาตรฐาน EDGE มาเพื่อประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ ขั้นตอนการขอรับรองจึงรวดเร็วและคุ้มค่ากว่าหลาย ๆ มาตรฐาน โดยยังคงความน่าเชื่อถือในระดับสากล
โดยโครงการสามารถเลือกยื่นขอรับรองในขั้นออกแบบ (Preliminary Certification) หรือยื่นตอนก่อนสร้างเสร็จเพื่อรับใบรับรองขั้นสุดท้าย (Final Certification หรือ Post-construcion Certification) ซึ่งสำหรับโครงการที่มีการจัดเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วน ก็อาจได้รับใบรับรอง Final EDGE Certification ได้อย่างรวดเร็วหลังจากขั้นตอนตรวจสอบหน้างาน
ทำไมถึงควรขอรับรองมาตรฐาน EDGE ?
การขอรับรองอาคารเขียวจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ซึ่งการรับรองมาตรฐาน EDGE ตอบโจทย์ใน 4 ด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรและจุดยืนทางการตลาดในธุรกิจ ดังต่อไปนี้
ลดต้นทุนการดำเนินงาน
ในการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EDGE ขั้นพื้นฐาน อาคารของคุณต้องแสดงให้ผู้ตรวจสอบพลังงานอาคารเห็นว่าสามารถประหยัดพลังงาน น้ำ และวัสดุได้อย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน ในทางปฏิบัติ โครงการที่ EGS-plan ดูแลทุกโครงการสามารถทำผลงานได้สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำดังกล่าว โดยมีหลายโครงการในประเทศไทยที่สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า 40%
สิ่งเหล่านี้จะสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของอาคาร โดยค่าไฟ ค่าน้ำ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่ลดลงทุกปีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเห็นผลที่ชัดเจนในอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจโรงแรม
โอกาสการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว
อาคารที่ได้รับการรับรอง EDGE จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์รับเงื่อนไข “สินเชื่อพิเศษ” จากสถาบันการเงินที่เชื่อมโยงกับ IFC และโครงการพันธบัตรสีเขียว นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับจากสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA) ภายใต้หลักการ Green Bond Principles, กลุ่ม Climate Bonds Initiative และ GRESB ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ระดับโลกที่นักลงทุนสถาบันในภาคอสังหาริมทรัพย์นิยมและยอมรับ
สำหรับผู้พัฒนาโครงการที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน หรือเจ้าของอาคารที่ต้องการรีไฟแนนซ์ การได้รับการรับรอง EDGE เปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่โอกาสที่จะรับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จัดสรรไว้เพื่อสินทรัพย์ที่ยั่งยืนโดยเฉพาะ
เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาด
การที่โครงการได้รับการรับรองอาคารเขียวซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล คือเครื่องหมายที่รับรองและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เช่า ผู้ซื้อ และพันธมิตรว่า อาคารของคุณมีประสิทธิภาพผ่านมาตรฐานที่ได้รับการตรวจสอบอย่างรัดกุม ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูงทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเด่นนี้ช่วยให้บรรลุข้อตกลงกับผู้เช่าได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่า
มาตรฐาน EDGE ได้รับการยอมรับกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าผู้เช่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีนโยบายความยั่งยืนอย่างเข้มงวด หรือเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่ต้องการลดต้นทุนการดำเนินงาน มาตรฐานการรับรองนี้จะช่วยสื่อสารและยกระดับความน่าเชื่อถือได้อย่างชัดเจน
บรรลุเป้าหมายด้าน ESG และ CSR
หากองค์กรต้องทำรายงานตามกรอบ ESG หรือมีการประกาศเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศต่อสาธารณะ การรับรองอาคารเขียว EDGE จะเป็นหลักฐานสำคัญที่ผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สามอย่างผู้ตรวจสอบพลังงานอาคาร ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความพยายามในการลดคาร์บอนและลดการใช้ทรัพยากร
สิ่งที่ทำให้มาตรฐานนี้สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน CSR ขององค์กรต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ คือการเปลี่ยนจากความตั้งใจอันดีด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ โดยตัวระบบจะเชื่อมโยงโดยตรงกับตัวเลขที่วัดผลได้จริง เช่น เปอร์เซ็นต์ที่แน่ชัดในการลดการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และคาร์บอนแฝง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสะท้อนความรับผิดชอบและความโปร่งใสขององค์กรต่อสังคม แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการตรวจสอบสถานะทางธุรกิจ การจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปี และการสื่อสารภาพลักษณ์เชิงบวกกับนักลงทุนรวมถึงสาธารณชน
ระดับของการรับรองมาตรฐาน EDGE
มาตรฐาน EDGE แบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยแต่ละระดับจะต่อยอดจากระดับก่อนหน้า เพื่อตอบแทนความมุ่งมั่นในการประหยัดทรัพยากรและลดคาร์บอน
EDGE Certified
เป็นการรับรองมาตรฐานในระดับเริ่มต้น โครงการที่จะผ่านเกณฑ์นี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถประหยัดพลังงาน น้ำ และพลังงานแฝงในวัสดุก่อสร้างได้อย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของ EDGE พื้นที่นั้น ๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งสำหรับโครงการที่ต้องการสร้างความแตกต่างจากอาคารทั่วไป โดยยังไม่ต้องลงทุนในมาตรการประหยัดพลังงานเชิงลึกเท่ากับระดับที่สูงกว่า การรับรอง EDGE Certified จะไม่มีวันหมดอายุและไม่จำเป็นต้องต่ออายุ
EDGE Advanced
ระดับ EDGE Advanced จะยกระดับมาตรฐานด้านพลังงานให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โครงการในระดับนี้ต้องสามารถประหยัดพลังงานภายในโครงการได้ตั้งแต่ 40% ขึ้นไป โดยยังคงต้องรักษาระดับการประหยัดน้ำและวัสดุขั้นต่ำที่ 20% อาคารที่ผ่านเกณฑ์นี้จะได้รับการยกย่องให้เป็นอาคาร “Zero Carbon Ready” โดยอัตโนมัติในระยะถัดไป ซึ่งบ่งบอกว่าอาคารมีรากฐานด้านประสิทธิภาพที่พร้อมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างสมบูรณ์
การรับรองระดับ EDGE Advanced ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมการรับรองมาตรฐานปกติ และใบรับรองไม่มีวันหมดอายุเช่นเดียวกับระดับ EDGE Certified
EDGE Zero Carbon
มาตรฐานระดับสูงสุด อาคารที่จะผ่านเกณฑ์นี้จะต้องได้รับการรับรองในระดับ EDGE Advanced ก่อน จากนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าพลังงาน 100% ที่ใช้ดำเนินงานนั้น มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ทั้งในหรือนอกพื้นที่อาคาร หรือมีการชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ อาคารจะต้องเปิดใช้งานมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี และมีอัตราผู้เช่าหรือผู้ใช้งาน ไม่ต่ำกว่า 75%
ในระดับนี้จำเป็นต้องมีการต่ออายุใบรับรองเป็นระยะ โดยต้องต่ออายุทุก ๆ 4 ปีสำหรับโครงการที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% หรือทุก ๆ 2 ปีสำหรับโครงการที่พึ่งพาการซื้อคาร์บอนชดเชย
บริการที่ปรึกษาด้านพลังงาน มาตรฐานอาคาร EDGE
EGS-plan คือผู้ให้บริการกลุ่ม EDGE-preferred service provider รายแรกของประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 เราให้บริการที่ปรึกษาด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของ EDGE Expert และ EDGE Auditor ภายใต้ทีมผู้ตรวจสอบพลังงานอาคารเดียวกัน ช่วยลดความซับซ้อนในการประสานงาน และดูแลให้โครงการของคุณดำเนินไปตามกรอบเวลาที่วางไว้
สถาปนิกและวิศวกรประจำของเราทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรก ดังนั้นคำแนะนำทางเทคนิคที่คุณได้รับในช่วงการออกแบบ จะสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ตรวจสอบจะใช้ประเมินผลในขั้นตอนการรับรองอย่างแน่นอน
การประเมินเบื้องต้นและวิเคราะห์ความเป็นไปได้
ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาการรับรอง EDGE ในประเทศไทย ทีม EDGE Expert ของเราจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบข้อมูลอาคารของคุณ ไม่ว่าจะเป็นแบบแปลน สเปกระบบปรับอากาศ (HVAC) รายละเอียดกรอบอาคาร ระบบน้ำ และการเลือกใช้วัสดุ โดยใช้แอปพลิเคชัน EDGE เพื่อสร้างแบบจำลองประสิทธิภาพในปัจจุบันของโครงการเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของไทย และค้นหาแนวทางที่ประหยัดต้นทุนที่สุดเพื่อบรรลุระดับการรับรองที่คุณตั้งเป้าไว้ และให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจนว่าโครงการของคุณอยู่ในจุดใด ต้องทำอะไรบ้างเพื่อปิดช่องโหว่ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
การให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและสนับสนุนซอฟต์แวร์
เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว ทีมงานของเราจะให้คำแนะนำแก่สถาปนิกและวิศวกรของโครงการ เกี่ยวกับกลยุทธ์เฉพาะด้านพลังงาน น้ำ และวัสดุ เราจำลองสถานการณ์ในแอปฯ EDGE เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เทียบกับการเพิ่มฉนวนกันความร้อน หรือการใช้ระบบ HVAC ประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำจากผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพและต้นทุน นอกจากนี้ เรายังดูแลการกรอกข้อมูลและอัปโหลดเอกสารทั้งหมดลงในแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แอปฯ EDGE ด้วย
การจัดเตรียมเอกสาร
การรับรองอาคารเขียว EDGE ของบริการที่ปรึกษาด้านพลังงาน จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบสำหรับทุกมาตรการที่กล่าวอ้าง รวมถึงแบบแปลนทางเทคนิค สเปกวัสดุ รายงานการทดสอบระบบอาคาร และรายละเอียดอื่น ๆ ทีมงานของเราจะช่วยรวบรวม จัดหมวดหมู่ และตรวจสอบเอกสารที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อมูลตกหล่นหรือขัดแย้งกันก่อนทำการยื่นขอรับรอง การส่งเอกสารที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ขั้นตอนการพิจารณาเร็วขึ้นและลดจำนวนครั้งในการขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม
การประสานงานตรวจสอบและยืนยันผล
EGS-plan ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งส่วนของ EDGE Expert และ EDGE Auditor เราจึงประสานงานการตรวจสอบแบบ (Design Audit) และการตรวจสอบหน้างาน (Site Audit) ได้ภายในองค์กรของเราเอง โดยทีมงานและผู้ตรวจสอบพลังงานอาคารจะทำการประเมินว่า สภาพอาคารจริงตรงกับสิ่งที่ระบุไว้ในขั้นตอนการออกแบบ ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบ และส่งมอบโครงการไปยัง EDGE Verifier เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพ เราพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคุณในการตอบข้อซักถามหรือจัดการข้อสงสัยทั้งหมดจากหน่วยงาน
การรับรองและการสนับสนุนหลังรับใบรับรอง
เมื่อโครงการผ่านการตรวจสอบคุณภาพจาก EDGE Verifier ก็จะได้รับใบรับรอง EDGE อย่างเป็นทางการ แต่บริการที่ปรึกษาด้านพลังงานและการสนับสนุนของเรายังไม่สิ้นสุดแค่นั้น หากคุณพิจารณาที่จะยกระดับจาก EDGE Certified เป็น EDGE Advanced หรือจาก EDGE Advanced สู่ระดับ EDGE Zero Carbon เราพร้อมให้คำปรึกษาถึงมาตรการเพิ่มเติมและดูแลกระบวนการอัปเกรดให้ทั้งหมด รวมถึงการสนับสนุนทีมงานที่ต้องการต่ออายุสถานะ EDGE Zero Carbon อีกด้วย
ผลงานโครงการอาคารเขียว EDGE ในไทย
การันตีคุณภาพด้วยผลงานโครงการอาคารเขียวมาตรฐาน EDGE ในประเทศไทย ที่ EGS-plan ได้ร่วมงานในฐานะ EDGE Expert และ EDGE Auditor
อาคารสำนักงาน ธพส., กรุงเทพฯ
EDGE Advanced
สำนักงานใหญ่ของบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ในกรุงเทพฯ ได้รับการออกแบบและก่อสร้างจนผ่านมาตรฐาน DGNB Platinum ในปี 2018 ต่อมาเมื่ออาคารได้ยื่นขอรับรองมาตรฐาน EDGE ก็สามารถบรรลุระดับ EDGE Advanced ได้สำเร็จ โดยทำสถิติประหยัดพลังงานถึง 48% ประหยัดน้ำ 58% และลดพลังงานแฝงในวัสดุได้ 26%

Artinian Atelier Academy, กรุงเทพฯ
EDGE Advanced
บริษัท อาร์ทิเนี่ยน จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์เครื่องประดับอัญมณีระดับลักชัวรี ได้ดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน EDGE Advanced สำหรับการปรับปรุงอาคาร Atelier Academy ครั้งใหญ่ โครงการนี้สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 100% ผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 660 kWp ร่วมกับระบบปรับอากาศ VRF ประสิทธิภาพสูงและระบบระบายอากาศแบบแลกเปลี่ยนความร้อน ประหยัดน้ำได้ 35.8% และลดพลังงานแฝงในวัสดุได้สูงถึง 82.5%

Habitat Mahidol, เชียงใหม่
EDGE Advanced
พัฒนาโครงการโดย บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) เป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวระดับหรู ในจังหวัดเชียงใหม่ โครงการนี้ได้รับการรับรองในระดับ EDGE Advanced เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถประหยัดพลังงาน 45%-58% ประหยัดน้ำ 28%-36% และลดพลังงานแฝงในวัสดุ 39%-44% มาตรการสำคัญ ได้แก่ ระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา การเสริมฉนวนกันความร้อน และการเลือกใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ

Dior Gold House, กรุงเทพฯ
EDGE Advanced
คอนเซปต์สโตร์ Gold House ของแบรนด์ Christian Dior บนถนนเพลินจิต ได้รับการรับรอง EDGE Advanced ในเดือนมกราคม 2026 ด้วยผลการประหยัดพลังงาน 40%-49% ประหยัดน้ำ 37%-45% และลดพลังงานแฝงในวัสดุได้ 34%-38% โครงการนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนให้แก่วงการค้าปลีกระดับไฮเอนด์ในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของแบรนด์ระดับโลกและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สามารถเดินไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว

ทำไมถึงควรเลือก EGS-plan เป็นที่ปรึกษาด้านพลังงานในการรับรอง EDGE ของคุณ ?
บริษัท อีจีเอส-แปลน (กรุงเทพ) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะบริษัทสาขาของ EGS-plan GmbH จากประเทศเยอรมนี ทีมผู้บริหารไทย-เยอรมันของเรา ผสมผสานประสบการณ์อันยาวนานกว่าสิบปีในประเทศไทย เข้ากับความเข้มงวดทางวิศวกรรมระดับสากล ปัจจุบันเราได้ส่งมอบผลงานมาแล้วกว่า 150 โครงการ ทั้งในประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนานาชาติ
เรามีสถาปนิกและวิศวกรพร้อมในองค์กรเดียว แตกต่างจากบริษัทที่ต้องว่าจ้างวิศวกรภายนอกหรือพึ่งพางานฟรีแลนซ์ EGS-plan มีทีมงานประจำที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา สถาปนิกและวิศวกรของเราทำงานร่วมกันโดยตรงในทุกโครงการ มั่นใจได้ว่ากลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนที่เราแนะนำนั้น ถูกต้องตามหลักเทคนิคและสามารถนำไปก่อสร้างได้จริง
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญของเรามีประสบการณ์ที่ครอบคลุมหลายมาตรฐาน มีความเชี่ยวชาญทั้งมาตรฐาน DGNB, LEED, TREES, WELL และ EDGE หากโครงการของคุณต้องการใบรับรองมากกว่าหนึ่งมาตรฐาน หรือหากคุณกำลังพิจารณาเปรียบเทียบแต่ละระบบ เราสามารถให้คำแนะนำที่ชัดเจนได้ว่าเส้นทางใดจะมอบคุณค่าสูงสุดสำหรับประเภทอาคารและเป้าหมายเฉพาะของคุณ
แนวทางการทำงานของเราเริ่มต้นจากการมองหาสิ่งที่จะมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดและพัฒนาจากจุดนั้น ติดต่อ EGS-plan เพื่อนัดหมายรับคำปรึกษาได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการที่ปรึกษาด้านพลังงาน และการรับรองตามมาตรฐาน EDGE (FAQs)
A: EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) คือระบบการรับรองอาคารเขียวระดับสากลที่พัฒนาโดย IFC ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลก ระบบนี้ใช้วัดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของอาคารใน 3 หมวดหมู่ ได้แก่ พลังงาน น้ำ และพลังงานแฝงในวัสดุก่อสร้าง และจะให้การรับรองแก่อาคารที่สามารถประหยัดทรัพยากรได้อย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน EDGE ในประเทศ การรับรองนี้ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และออกแบบมาให้มีกระบวนการที่รวดเร็วรวมถึงคุ้มค่ากว่าระบบอื่น ๆ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างประเทศไทย
A: การรับรอง EDGE มี 3 ระดับ ได้แก่ EDGE Certified ที่ต้องประหยัดพลังงาน น้ำ และวัสดุให้ได้อย่างน้อย 20%, EDGE Advanced ที่กำหนดให้ต้องประหยัดพลังงาน 40% ขึ้นไป พร้อมกับการประหยัดน้ำและวัสดุที่ 20% และจะได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคาร Zero Carbon Ready และระดับสุดท้ายคือ EDGE Zero Carbon ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานระดับ Advanced และมีการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือชดเชยคาร์บอน 100% โดยในระดับนี้จำเป็นต้องมีการต่ออายุเป็นระยะ
A: ความแตกต่างหลักอยู่ที่เกณฑ์การประหยัดพลังงาน ระดับ EDGE Certified ต้องการผลประหยัดพลังงานอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน EDGE ในประเทศไทย ในขณะที่ EDGE Advanced ต้องประหยัดถึง 40% ขึ้นไป ซึ่งทั้งสองระดับต้องการผลการประหยัดน้ำและวัสดุ 20% เท่ากัน อาคารที่ผ่านมาตรฐานระดับ Advanced จะได้รับสถานะ “Zero Carbon Ready” โดยอัตโนมัติ และจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหากอาคารสามารถทำผลงานการประหยัดพลังงานได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับการขอการรับรอง EDGE Zero Carbon
A: มาตรฐาน EDGE รองรับอาคารหลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งอาคารสำนักงาน พื้นที่เชิงพาณิชย์ โรงงาน โกดังสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล โครงการที่พักอาศัย ทั้งบ้านเดี่ยวและอาคารชุด และอาคารค้าปลีก สามารถประเมินได้ทั้งโครงการสร้างใหม่และอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว รวมถึงการรีโนเวตปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่ หรืออาคารที่เปิดใช้งานไปแล้ว โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่ขั้นต่ำหรือสูงสุด
A: ค่าใช้จ่ายประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- ค่าลงทะเบียน ปัจจุบันอยู่ที่ $349-$350
- ค่าธรรมเนียมการประเมินซึ่งคิดตามพื้นที่ใช้สอย โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามหน่วยงานรับรอง
- ค่าที่ปรึกษาสำหรับ EDGE Expert และ Auditor
ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของแต่ละโครงการ คุณสามารถติดต่อ EGS-plan เพื่อประเมินราคาเฉพาะสำหรับโครงการของคุณ ทีมงานจะช่วยแจกแจงภาพรวมของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งในส่วนของหน่วยงานประเมินและค่าบริการที่ปรึกษาของเรา
A: ระยะเวลาจะแตกต่างกันไปตามโครงการ แต่โดยทั่วไปแล้ว ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพจาก EDGE Verifier โดยเฉพาะ GBCI จะใช้เวลา 10-15 วันทำการหลังจากยื่นเอกสาร ภาพรวมกระบวนการทั้งหมดนับตั้งแต่การทำแบบจำลองไปจนถึงการได้รับใบรับรอง ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความซับซ้อนของการออกแบบ ความรวดเร็วในการส่งเอกสาร และขั้นตอนการประเมินว่าคุณเลือกทำในขั้นออกแบบ (Preliminary Certification) หรือก่อนสร้างเสร็จ (Final Certification) ซึ่งสำหรับโครงการที่มีการเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วน อาจได้รับใบรับรอง Final EDGE Certification ภายในเวลาเพียง 15 วันทำการหลังจากขั้นตอนตรวจสอบหน้างานโดย EDGE Auditor
A: EDGE Preferred Service Provider คือบริษัทที่ได้รับการแต่งตั้งจาก IFC และได้รับการรับรองจาก GBCI ว่ามีมาตรฐานความสามารถตรงตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วนสำหรับบทบาท EDGE Expert และ EDGE Auditor สิ่งนี้เป็นเครื่องการันตีว่าบริษัท EGS-plan มีความเชี่ยวชาญทั้งในขั้นตอนการขอรับรองและการใช้งานซอฟต์แวร์ EDGE อย่างแท้จริง ซึ่ง EGS-plan ได้ก้าวขึ้นเป็น EDGE Preferred Service Provider รายแรกของประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2025
A: “EDGE Expert” มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ทีมงานโครงการเกี่ยวกับกลยุทธ์การออกแบบอาคารเขียว จำลองการทำงานด้วยแอปฯ EDGE และจัดการเอกสารสำหรับการยื่นประเมิน ในทางกลับกัน “EDGE Auditor” จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบพลังงานอาคารอิสระเพื่อยืนยันว่าโครงการมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่ได้กล่าวอ้างไว้จริง ครอบคลุมถึงการตรวจสอบหน้างานและทำหน้าที่ส่งโครงการไปยังหน่วยงานรับรอง ที่ EGS-plan เรามีบริการทั้งสองอย่างครบวงจรภายในองค์กรเดียว ช่วยลดความซับซ้อนในการประสานงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างขั้นตอนการให้คำปรึกษาและการตรวจสอบ
A: ได้แน่นอน คุณสามารถขอรับรองมาตรฐาน EDGE ควบคู่ไปกับระบบการประเมินอื่น เช่น LEED, DGNB, TREES หรือ WELL ในความเป็นจริง หลายโครงการของ EGS-plan ก็ได้รับการรับรองหลากหลายระบบในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น อาคารสำนักงาน ธพส. ในกรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งมาตรฐาน DGNB Platinum และ EDGE Advanced หากคุณกำลังพิจารณาที่จะขอใบรับรองหลายรายการ ผู้เชี่ยวชาญของเรายินดีให้คำแนะนำว่าการจับคู่แบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุดกับประเภทอาคารและเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ พร้อมช่วยบริหารจัดการเอกสารเพื่อลดความซ้ำซ้อนและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด